เมนู

[393] เมื่อภิกษุนั้นเจริญโพชฌงค์ 7 ประการนี้ จิตย่อมหลุดพ้น
แม้จากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่ง
รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย้อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ทำ
ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่า
โพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้ ฉะนี้แล.
จบภิกขุสูตรที่ 5

อรรถกถาภิกขุสูตร



พึงทราบวินิจฉัยในภิกขุสูตรที่ 5.
บทว่า โพธาย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อตรัสรู้. ถามว่า
เพื่อตรัสรู้อะไร ตอบว่า ตรัสรู้นิพพาน อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ด้วย
มรรค ตรัสรู้กิจอันตนทำแล้วด้วยปัจจเวกขณญาณ. มีอธิบายว่า อีกอย่าง
หนึ่ง โพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อตรัสรู้ เพราะการตัดกิเลสได้ขาดด้วยมรรคเพื่อ
ความเป็นพุทธะ ด้วยผลดังนี้ก็มี. ด้วยเหตุนั้นแล ในที่นี้ ท่านจึงแสดงไว้ทั้ง
หมดว่าการกระทำนิพพานให้แจ้ง การพิจารณาซึ่งการละกิเลส.
จบอรรถกถาภิกขุสูตรที่ 5

6. กุณฑลิยสูตร



ตถาคตมีวิชชาและวิมุตติเป็นผลานิสงส์


[394] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอัญชนมฤค-
ทายวัน ใกล้เมืองสาเกต. ครั้งนั้นแล กูณฑลิยปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัย
พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชอบเที่ยวไปใน
อารามและชอบเข้าไปในที่ชุมนุมชน นี้เป็นเหตุการณ์ของข้าพระองค์ ผู้บริโภค
อาหารเช้าแล้ว ในเวลาหลังอาหาร ข้าพระองค์เดินไปเนือง ๆ เที่ยวไปเนืองๆ
สู่อารามจากอาราม สู่อุทยานจากอุทยาน ณ ที่นั้น ข้าพระองค์เห็นสมณ-
พราหมณ์พวกหนึ่ง กําลังกล่าวถ้อยคำมีวาทะและการเปลื้องวาทะว่าดังนี้เป็น
อานิสงส์ และมีความขุ่นเคืองเป็นอานิสงส์ ส่วนท่านพระโคดมมีอะไรเป็น
อานิสงส์อยู่เล่า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนกุณฑลิยะ ตถาคตมี
วิชชาและวิมุตติเป็นผลานิสงส์อยู่.
[395] ก. ข้าแต่ท่านพระโคคมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์.
พ. ดูก่อนกุณฑลิยะ โพชฌงค์ 7 อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์.
ก. ข้าแต่ท่านพระโคคมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์.